ศรีสุวรรณ จี้หยุดขึ้นค่าไฟ เพิ่มภาระปชช. แฉเอื้อเอกชน ทั้งที่ผลิตไฟเกินความต้องการ 

ข่าวทั่วไป ข่าวประชาสัมพันธ์

ศรีสุวรรณ จี้หยุดขึ้นค่าไฟ เพิ่มภาระปชช. แฉเอื้อเอกชน ทั้งที่ผลิตไฟเกินความต้องการ

จี้หยุดขึ้นค่าไฟ
จี้หยุดขึ้นค่าไฟ

ศรีสุวรรณ จี้หยุดขึ้นค่าไฟ เพิ่มภาระปชช. แฉเอื้อเอกชน ทั้งที่ผลิตไฟเกินความต้องการ 

จี้หยุดขึ้นค่าไฟ – เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เรื่อง หยุดผลักภาระค่าไฟฟ้าให้ผู้บริโภคบนความอิ่มเอมของนายทุนไฟฟ้า ความว่า ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติประกาศขึ้นค่าเอฟทีครั้งแรกในรอบ 16 เดือน

ส่งผลให้ในปี 2562 อัตราค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีก 4.30 สตางค์ต่อหน่วย โดยอ้างว่าเกิดจากปัจจัยด้านราคาเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตกระแสไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 3.64 บาทต่อหน่วย(ไม่รวม VAT) จากปัจจุบันที่ต้องจ่าย 3.60 บาทต่อหน่วยนั้น

การประกาศขึ้นค่าไฟฟ้าดังกล่าวถือว่าเป็นการกำกับกิจการพลังงานที่ล้มเหลวของ กกพ. ชุดใหม่ที่พึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นการอาศัยจังหวะเวลาที่เป็นรอยเชื่อมต่อของโรดแม็ป ของการเลือกตั้งที่ประชาชนมุ่งให้ความสนใจต่อการเกิดขึ้นของพรรคการเมือง การทำกิจกรรมของพรรคการเมือง และการเร่ร่อนขายอุดมการณ์ของนักการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากข้ออ้างของ กกพ. ที่นำปัจจัยด้านราคาเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตกระแสไฟฟ้ามาเป็นดรรชนีกำหนดราคาค่าเอฟที เพื่อผลักภาระให้กับประชาชน โดยไม่ยกเอาความผิดพลาดล้มเหลวในการอนุญาตให้มีการผลิตกระแสไฟฟ้าออกมามากจนล้นระบบ โดยปล่อยให้ กฟผ. และบริษัทนายทุนพลังงานต่าง ๆ เข้ามาประมูลการสร้างและขายไฟฟ้าเข้าระบบจนเกินความต้องการของผู้บริโภค

ปัจจุบันมีการป้อนไฟฟ้าเข้าสู่ระบบมากถึง 43,075.15 เมกะวัตต์ โดย กฟผ.ผลิตเพียง 15,763.83 เมกะวัตต์ หรือ 30.67 % ขณะที่ปล่อยให้ภาคเอกชนผลิตถึง 27,311.32 เมกะวัตต์หรือ 63.40 %

ขณะที่สถิติความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.ย.61 มีเพียง 27,430.20 เมกะวัตต์เท่านั้น เกินกว่าความต้องการเกือบ 1 เท่าตัว ทำให้เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้ากลายเป็น “เสือนอนกิน” เพราะสัญญาได้ผูกมัดบังคับให้รัฐต้องซื้อไฟฟ้าในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแน่นอนแล้ว

ดังนั้นการผลักภาระค่าไฟฟ้าผ่านการขึ้นค่าเอฟที จึงเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนทั้งประเทศในยุคเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ถ้า กกพ.หมดปัญญาที่จะกำกับกิจการพลังงานเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยควบคุมราคาค่าไฟฟ้าไม่ให้สูงเกินไปจากราคา 3.60 บาทต่อหน่วย ก็ควรถือสปิริตลาออกไปเสีย

อย่ามานั่งเกินเงินเดือดจากภาษีของประชาชนต่อไปเลย และที่สำคัญควรจะใช้อำนาจสั่งระงับหรือยุติเงินกินเปล่าที่จะต้องจ่ายให้กับนายทุนผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชนต่าง ๆ ทั้งหมดเสีย เพื่อให้นายทุนไฟฟ้ามาร่วมรับผิดชอบในการผลิตไฟฟ้าเกินด้วย เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนไฟฟ้าทั้งระบบ และจะนำไปสู่การลดค่าเอฟทีได้ในที่สุดด้วย

อ่วม! กกพ.ขึ้นค่าเอฟที ปรับค่าไฟทะลุ 3.6 บาท/หน่วย แพงที่สุดในรอบ 16 เดือน

ค่าไฟ

 

กกพ.ขึ้นค่าเอฟที ดันค่าไฟฟ้างวดม.ค.-เม.ย.ขยับอยู่ที่ 3.6 บาทต่อหน่วย แพงสุดในรอบ 16 เดือน ควักเงินสะสมอุ้มหมดหน้าตัก 10,367 ล้านบาท ช่วยบรรเทาภาระประชาชน

วันที่ 8 พ.ย. น.ส.นฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.มีมติให้เรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่าเอฟที สำหรับงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2562 เพิ่มขึ้น

ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากงวดก่อน 4.30 สตางค์ต่อหน่วย หรือจาก 3.5966 บาทต่อหน่วย มาอยู่ที่ 3.6396 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) นับเป็นการปรับขึ้นค่าเอฟทีครั้งแรกในรอบ 16 เดือน

ทั้งนี้ หากไม่มีการบริหารจัดการค่าเอฟทีที่เรียกเก็บกับประชาชน ค่าเอฟทีจะเพิ่มขึ้น 8.10 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาก๊าซในเดือนก.ย.-ธ.ค.2561 ปรับตัวสูงขึ้น 12.67 บาทต่อล้านบีทียู ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 3.48 บาทต่อลิตร ราคาน้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 1.17 บาทต่อลิตร และราคาถ่านหินเพิ่มขึ้น 114.36 บาทต่อตัน และราคาซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้น 0.08 บาทต่อหน่วย

โดย กกพ.มีมติให้นำเงินสะสมรวมทั้งสิ้น 10,367 ล้านบาท จากการเรียกเก็บค่าเอฟทีจำนวน 3,298 ล้านบาท รวมกับเงินค่าบริหารเอฟทีและค่าปรับจากผู้ประกอบการจำนวน 5,547 ล้านบาท และเม็ดเงินลงทุนจากการไฟฟ้าที่ไม่ได้ลงทุนตามแผนอีกจำนวน 1,522 ล้านบาท เพื่อลดต้นทุนการผลิตและลดการผันผวนของการปรับเพิ่มค่าเอฟทีที่ส่งผลกระทบต่อค่าบริหารไฟฟ้า ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม กกพ.ประเมินราคาเชื้อเพลิงยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้แนวโน้มอัตราค่าเอฟทีงวดถัดไปช่วงเดือนพ.ค.-ส.ค.2562 จึงต้องติดตามสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการเงินสะสมสำหรับดูแลค่าไฟให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อไป เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน สร้างความราบรื่นในการปรับตัวให้กับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเป็นหลัก

นอกจากนี้ กกพ.ยังประสานความร่วมมือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์การลดสัดส่วนนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้พิจารณาแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีความเหมาะสมเพื่อเพิ่มปริมาณการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น และมีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตภายในประเทศ

ขอบคุณข้อมูลจาก  www.khaosod.co.th